1. นายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งที่ 34/2558 ลงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2558 แต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาระบบนวัตกรรมของประเทศ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีอำนาจหน้าที่

( 1 ) จัดทำข้อเสนอการพัฒนาระบบนวัตกรรมของประเทศ ซึ่งครอบคลุมประเด็นด้านนโยบาย การบริหาร จัดการ แผนงาน มาตรการเร่งด่วน และมาตรการที่เกี่ยวข้อง การแก้ไขปรับปรุง หรือพัฒนากฎหมาย กฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการจัดการด้านนวัตกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนา การจัดการทรัพย์สินทางปัญญา การพัฒนากำลังคน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่จำเป็นต่อภาคการผลิต บริการ และภาคสังคม การสนับสนุนและส่งเสริมด้านการเงินและการลงทุน และการสร้างแรงจูงใจต่างๆ เพื่อกระตุ้นให้ภาคเอกชนลงทุนในกิจกรรมวิจัยและพัฒนามากขึ้น รวมถึงการปรับโครงสร้างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เป็นกลไกขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อคณะรัฐมนตรี

( 2 ) กำหนดแนวทางการบูรณาการการจัดทำข้อเสนองบประมาณและการดำเนินงานของหน่วยงานภายใต้ระบบนวัตกรรมของประเทศให้มีความเป็นเอกภาพ

( 3 ) เสนอแนะกลไกการเชื่อมโยงโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของประเทศและตลาดภาครัฐ เข้ากับการพัฒนาความเข้มแข็งของภาคการผลิตและบริการของประเทศด้วยการให้แรงจูงใจทางภาษี กลไกการให้ความช่วยเหลือจากรัฐในด้านการเงินและการระดมทุน ให้ทัดเทียมกับนานาประเทศต่อคณะรัฐมนตรี

( 4 ) กำหนดแนวทางการส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน และความร่วมมือกับต่างประเทศ ในการพัฒนาระบบนวัตกรรมของประเทศ

( 5 ) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ หรือคณะทำงานตามความเหมาะสม

( 6 ) รายงานผลการดำเนินงาน และนำเสนอข้อเสนอแนะของคณะกรรมการต่อนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ และสภาปฏิรูปแห่งชาติแล้วแต่กรณ๊ เพื่อพิจารณาดำเนินการและให้กลไกที่พัฒนาขึ้นบังเกิดผลต่อไป ทั้งในระยะเร่งด่วนและในระยะยาว

( 7 ) เชิญเจ้าหน้าที่ บุคคลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจง หรือเรียกเอกสาร จากบุคคลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาประกอบการพิจารณาได้ตามความจำเป็น

( 8 ) ดำเนินการยื่นตามที่นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีมอบหมาย

2. ในการนี้ คณะกรรมการพัฒนาระบบนวัตกรรมของประเทศ หรือ คพน. ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการฯ ขึ้น 4 คณะ คือ

( 1 ) คณะอนุกรรมการจัดทำข้อเสนอการพัฒนาระบบนวัตกรรมไทย มีรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน

( 2 ) คณะอนุกรรมการปรับปรุงกฏระเบียบเกี่ยวกับการสร้างตลาดนวัตกรรมในหน่วยงานภาครัฐ มีรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน

( 3 ) คณะอนุกรรมการกำหนดความต้องการของภาครัฐที่ใช้นวัตกรรมไทย (ตามคำสั่งคณะกรรมการฯ ที่ ๓/๒๕๕๘ ลงวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๕๘) มีผู้อำนวยการสำนักงบประมาณเป็นประธาน

( 4 ) คณะอนุกรรมการเตรียมจัดตั้งสถาบันพัฒนาเทคโนโลยี ระบบขนส่งทางรางแห่งชาติ มีรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน

3. เพื่อให้การดำเนินการพัฒนาระบบนวัตกรรมของประเทศเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ คณะอนุกรรมการกำหนดความต้องการของภาครัฐที่ใช้นวัตกรรมไทย ได้กำหนดแนวทางการส่งเสริมนวัตกรรมไทยผ่านการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ โดยใช้กลไกการจัดทำ “บัญชีนวัตกรรมไทย” และ “บัญชีสิ่งประดิษฐ์ไทย” และมีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานกำหนดความต้องการของภาครัฐที่ใช้นวัตกรรมไทยด้านต่างๆ รวม ๕ ด้าน ประกอบด้วย

( 1 ) คณะทำงานกำหนดความต้องการของภาครัฐที่ใช้นวัตกรรมไทยด้านความมั่นคง

( 2 ) คณะทำงานกำหนดความต้องการของภาครัฐที่ใช้นวัตกรรมไทยด้านการแพทย์และสาธารณสุข

( 3 ) คณะทำงานกำหนดความต้องการของภาครัฐที่ใช้นวัตกรรมไทยด้านคมนาคม

( 4 ) คณะทำงานกำหนดความต้องการของภาครัฐที่ใช้นวัตกรรมไทยด้านเกษตรกรรม

( 5 ) คณะทำงานกำหนดความต้องการของภาครัฐที่ใช้นวัตกรรมไทยด้านอื่นๆ โดยคณะทำงานทั้ง ๕ ด้านมีอำนาจหน้าที่ ดังนี้

1 ) รวบรวม ศึกษา สถานภาพความต้องการใช้นวัตกรรมด้านความมั่นคง ด้านการแพทย์และสาธารณสุข ด้านการขนส่งโลจิสติกส์และคมนาคม ด้านเกษตรกรรม และด้านอื่นๆ ของหน่วยงานภาครัฐและผลงานนวัตกรรมไทยที่พัฒนาขึ้นในประเทศ โดยคนไทยมีส่วนร่วม ทั้งจากภาครัฐ สถาบันวิจัย สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน

2 ) เชื่อมโยงผลงานนวัตกรรมไทยกับความต้องการของภาครัฐ โดยบูรณาการความร่วมมือระหว่างผู้ผลิต ผู้ใช้ และผู้วิจัย ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อพัฒนานวัตกรรมไทยให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ และเป็นประโยชน์ต่อประเทศ

3 ) จัดทำรายการสินค้าหรือบริการนวัตกรรมไทยที่พร้อมสำหรับการใช้งานในหน่วยงานของรัฐ และรายการสินค้าหรือบริการนวัตกรรมที่ต้องการส่งเสริมการวิจัยและนวัตกรรมผ่านการจัดซื้อ จัดจ้างภาครัฐ

4 ) กำหนดแนวทางการรับรองมาตรฐานสินค้าหรือบริการนวัตกรรมด้านความมั่นคง เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือในการนำไปใช้ประโยชน์

5 ) รายงานผลการดำเนินงานต่อคณะอนุกรรมการการกำหนดความต้องการของภาครัฐที่ใช้นวัตกรรมไทย

6 ) เชิญบุคคลที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล ข้อเท็จจริงและความเห็น รวมทั้งส่งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประกอบการพิจารณาของคณะทำงานฯ ตามความเหมาะสม

7 ) ปฏิบัติงานอื่นตามที่คณะอนุกรรมการกำหนดความต้องการของภาครัฐที่ใช้นวัตกรรมไทยมอบหมาย

4. คณะอนุกรรมการปรับปรุงกฏระเบียบเกี่ยวกับการสร้างตลาดนวัตกรรมในหน่วยงานภาครัฐ ในคราวประชุมครั้งที่ ๑/๒๕๕๘ เมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๕๘ มีมติเห็นชอบให้หน่วยงานภาครัฐใช้วิธีกรณีพิเศษในการจัดซื้อจัดจ้างผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรมที่อยู่ในบัญชีนวัตกรรมไทย โดยขอให้ผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรมในบัญชีนวัตกรรมไทยได้รับสิทธิพิเศษแบบบังคับ ซึ่งหน่วยงานภาครัฐต้องจัดซื้อจัดจ้างไม่น้อยกว่าร้อยละ ๑๐ แต่ไม่เกินร้อยละ ๓๐ ของงบประมาณการจัดซื้อจัดจ้างผลิตภัณฑ์หรือบริการนวัตกรรมนั้นๆ เว้นแต่เป็นผลิตภัณฑ์หรือบริการที่สั่งซื้อในปริมาณเพียง ๑ จำนวนอาจเกินร้อยละ ๓๐ ของงบประมาณจัดซื้อจัดจ้างได้ โดยสามารถจัดซื้อได้โดยตรงจากผู้ประกอบการที่อยู่ในบัญชีนวัตกรรมไทยด้วยวิธีกรณีพิเศษ หรือที่เรียกชื่ออย่างอื่นซึ่งมีวิธีการทำนองเดียวกันตามระเบียบว่าด้วยการพัสดุที่หน่วยงานนั้นๆ ถือปฏิบัติ ซึ่งการกำหนดเพดานไม่เกินร้อยละ ๓๐ เพื่อคงไว้ซึ่งการแข่งขันโดยกลไกตลาด ทั้งนี้การขอสิทธิพิเศษให้ขอเป็นหลักการที่ใช้กับทุกรายการที่ปรากฎในบัญชีนวัตกรรมไทย นอกจากนี้คณะอนุกรรมการดังกล่าวยังได้มีมติเห็นชอบหลักเกณฑ์ในการจัดทำบัญชีนวัตกรรมไทยด้วย

5. คพน. ในการประชุม ครั้งที่ ๒/๒๕๕๘ เมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๕๘ ได้มีมติเห็นชอบให้มีนโยบายส่งเสริมการเปิดตลาดผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรมไทยในหน่วยงานภาครัฐ โดยการให้สิทธิพิเศษแก่ผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรมที่ได้รับการขึ้นทะเบียนนวัตกรรมไทย เป็นเวลาไม่เกิน ๘ ปี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้การจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานภาครัฐเป็นเครื่องมือทางนโยบายการส่งเสริมการวิจัย พัฒนา และนวัตกรรมของประเทศ ซึ่งนอกจากจะเป็นการผลักดันงานวิจัยของภาครัฐไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์แล้ว ยังถือเป็นการกระตุ้นผู้ประกอบการไทยให้หันมาผลิตผลิตภัณย์และบริการที่นวัตกรรม ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้สูงกว่าผลิตภัณฑ์และบริการดั้งเดิม อันจะช่วยปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมจากอุตสาหกรรมที่อาศัยแรงงานและทรัพยากรเข้นข้น เป็นอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนโดยนวัตกรรม ซึ่งจะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจทำให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง และส่งเสริมให้มีการใช้ทรัพย์สินของรัฐอย่างคุ้มค่าเกิดประโยชน์มากที่สุด

6. คณะกรรมการพิจารณาสิทธิพิเศษของหน่วยงานและรัฐวิสาหกิจ ในคราวประชุมครั้งที่ ๒/๒๕๕๘ เมื่อวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๕๘ มีมติอนุมัติให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานตามกฏหมายว่าด้วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น หน่วยงานอื่นซึ่งมีกฏหมายบัญญัติให้มีฐานะเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่น หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ ที่ประสงค์จะจัดซื้อจัดจ้างจากผู้ขายหรือผู้ให้บริการที่มีรายชื่อตามบัญชีนวัตกรรมไทยตามที่หน่วยงานจัดทำบัญชีนวัตกรรมไทยที่ได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรีจัดทำขึ้น โดยวิธีกรณีพิเศษหรือที่เรียกชื่ออย่างอื่นซึ่งมีวิธีการทำนองเดียวกันตามระเบียบว่าด้วยการพัสดุที่หน่วยงานนั้นๆ ถือปฏิบัติ (โดยไม่ต้องกำหนดให้หน่วยงานต้องจัดซื้อจัดจ้างผลิตภัณฑ์หรือบริการนวัตกรรมไทยไม่น้อยกว่าร้อยละ ๑๐ แต่ไม่เกินร้อยละ ๓๐ ของงบประมาณจัดซื้อจัดจ้างฯ ตามที่คณะอนุกรรมการปรับปรุงกฎระเบียบฯ เสนอ) ทั้งนี้ หากผลิตภัณฑ์หรือบริการนวัตกรรมที่จัดซื้อหรือจัดจัดจ้างมีผู้ขายหรือผู้ให้บริการที่มีรายชื่อตามบัญชีนวัตกรรมไทยตั้งแต่ ๒ ราย ขึ้นไป ให้ดำเนินการแจ้งผู้ขายหรือผู้ให้บริการที่มีรายชื่อตามบัญชีนวัตกรรมไทยทุกรายเข้าเสนอราคาแล้วจัดซื้อจากรายที่เสนอราคาต่ำสุด โดยวิธีกรณีพิเศษ หรือที่เรียกชื่ออย่างอื่นซึ่งมีวิธีการทำนองเดียวกันตามระเบียบว่าด้วยการพัสดุที่หน่วยงานนั้นๆ ถือปฏิบัติ)

7. คณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุ ในคราวประชุมครั้งที่ ๑๐/๒๕๕๘ เมื่อวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๕๘ มีมติอนุมัติยกเว้นการปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ และที่แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อให้ส่วนราชการสามารถจัดซื้อจัดจ้างผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรมที่อยู่ในบัญชีนวัตกรรมไทยโดยวิธีกรณีพิเศษ จากผู้ขายหรือผู้ให้บริการที่มีรายชื่อตามบัญชีในนวัตกรรมไทย ตามที่หน่วยงานจัดทำบัญชีนวัตกรรมไทยที่ได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรีจัดทำขึ้นได้เป็นกรณีพิเศษเฉพาะราย

8. คณะรัฐมนตรี ในคราวประชุมเมื่อวันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๕๘ มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. ..... ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ทั้งนี้ เมื่อวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๕๘ กระทรวงการคลังได้มีหนังสือถึงประธานคณะกรรมการพัฒนาระบบนวัตกรรมของประเทศเพื่อชี้แจงแนวทางการดำเนินนโยบายส่งเสริมการเปิดตลาดผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรมไทยในหน่วยงานภาครัฐ โดยแจ้งว่าร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวจะมีผลใช้บังคับกับหน่วยงานของรัฐทุกแห่ง เมื่อพ้นกำหนด ๑๘๐ วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยจะกำหนดให้พัสดุที่รัฐต้องการส่งเสริมหรือสนับสนุนเป็นเกณฑ์หนึ่งที่จะนำมาประกอบการพิจารณาคัดเลือกข้อเสนอ และเมื่อร่างพระราชบัญญัติมีผลใช้บังคับก็สามารถกำหนดนโยบายส่งเสริมการใช้นวัตกรรมไทยในหน่วยงานภาครัฐ เป็นกฎกระทรวง เรื่องการจัดซื้อจัดจ้างผลิตภัณฑ์หรือบริการนวัตกรรมได้

9. สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้เชิญฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาระบบนวัตกรรมของประเทศชี้แจงเกี่ยวกับนโยบายส่งเสริมการเปิดตลาดผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรมไทยในหน่วยงานภาครัฐ เมื่อวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๕๘ เพื่อพิจารณาบรรจุหลักการของนโยบายดังกล่าวในร่างพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. .... ตามที่คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นในคราวประชุมเมื่อวันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๕๘ โดยเมื่อร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลบังคับใช้ กระทรวงการคลังจะออกกฏกระทรวงเพื่อให้หน่วยงานภาครัฐสามารถจัดซื้อจัดจ้างผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรมที่อยู่ในบัญชีนวัตกรรมไทยโดยวิธีเฉพาะเจาะจง รวมทั้งกำหนดให้การส่งเสริมนวัตกรรมเป็นเกณฑ์หนึ่งในการพิจารณาคัดเลือกในการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานภาครัฐ อย่างไรก็ตาม สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาและกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศมีข้อสังเกตว่านโยบายส่งเสริมการเปิดตลาดผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรมในหน่วยงานภาครัฐ อาจดำเนินการได้ในระยะเวลาจำกัด เพราะเมื่อประเทศไทยสมัครเข้าสู่ข้อตกลงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ (Government Procurement Agreement) ขององค์กรการค้าโลก ประเทศไทยอาจต้องยุติการดำเนินนโยบายดังกล่าว ดังนั้น หากภาครัฐต้องการส่งเสริมนวัตกรรมไทยโดยการจัดซื้อจัดจ้าง ควรต้องรีบดำเนินการโดยเร็วที่สุด

10. พน. ในการประชุมครั้งที่ ๓/๒๕๕๘ เมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๕๘ มอบให้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) นำเสนอคณะรัฐมนตรี เพื่อมอบหมายหน่วยงานจัดทำบัญชีนวัตกรรมไทย ในการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรมไทยอย่างเป็นทางการ เพื่อให้สามารถเข้าสู่การจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐได้ทันที และคณะรัฐมนตรี ในการประชุมเมื่อวันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๕๘ มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเสนอ คือ

( 1 ) มอบหมายกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดย สวทช. เป็นหน่วยตรวจคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรมที่ขอขึ้นทะเบียนบัญชีนวัตกรรมไทย

( 2 ) มอบหมายสำนักงบประมาณ เป็นหน่วยตรวจสอบราคาผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรมที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติตามข้อ ๑ รวมทั้งจัดทำและประกาศบัญชีนวัตกรรม

11. คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ รับทราบมติคณะกรรมการพิจารณาสิทธิพิเศษของหน่วยงานและรัฐวิสาหกิจ ในการประชุมครั้งที่ ๒/๒๕๕๘ เมื่อวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๕๘ เรื่องการให้สิทธิแก่ผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรมที่อยู่ในบัญชีนวัตกรรมไทย ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ

12. คพน. ในการประชุมครั้งที่ ๑/๒๕๕๙ เมื่อวันที่ ๘ มกราคม ๒๕๕๙ ได้มีมติมอบหมายสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เป็นหน่วยงานขึ้นบัญชีสิ่งประดิษฐ์ไทย และจัดสรรทุนสำหรับต่อยอดผลงานที่อยู่ในบัญชีสิ่งประดิษฐ์ไทย เพื่อให้ได้คุณภาพตามมาตรฐานที่เหมาะสม สามารถส่งมอบให้เอกชนไปผลิตเชิงพานิชย์ และขึ้นบัญชีนวัตกรรมไทยได้ในระยะต่อไป และมอบเครือข่ายองค์กรบริหารงานวิจัยแห่งชาติ (คอบช.) สนับสนุนสิ่งประดิษฐ์เข้าเป็นส่วนหนึ่งของการบูรณาการงบประมาณวิจัยของประเทศ โดยให้ วช. ไปดำเนินการ นอกจากนี้ ประธาน คพน. ได้มีข้อสั่งการมอบหมายสำนักงบประมาณขยายขอบเขตการให้สิทธิประโยชน์การจัดซื้อจัดจ้างด้วยกรณีพิเศษให้ครอบคลุมถึงบัญชีสิ่งประดิษฐ์ไทย เพื่อให้ส่วนราชการสามารถตั้งงบประมาณจัดซื้อจัดจ้างได้